หลายคนเข้าใจว่า “ถ้ามีชื่อในพินัยกรรมแล้ว จบเลย” แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่านั้น

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2504/2543 วางหลักไว้ชัดเจนว่าหากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้บุคคลใดโดยชัดแจ้งบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิในทรัพย์ตามเจตนาของเจ้ามรดก พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณตา-คุณยาย “ตั้งใจยกให้หลาน” และพินัยกรรมถูกต้องสิทธิในทรัพย์นั้นก็เป็นของหลานผู้รับพินัยกรรม
แต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะจบง่าย หากทายาทคนอื่นไม่ยอมรับเขาสามารถ “โต้แย้ง” ได้ เช่น อ้างว่าพินัยกรรมไม่ถูกต้องถูกบังคับ ข่มขู่ หรือทำขึ้นโดยไม่ชอบภาระจึงอยู่ที่ฝ่ายโต้แย้ง ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นแล้วถ้าทรัพย์ “หาย” หรือถูกซ่อนไว้ล่ะ? กฎหมายมองว่า หากมีการปิดบัง ยักย้าย หรือไม่นำทรัพย์มรดกออกมาแบ่งถือเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิของทายาทคนอื่นและผลคือ…ผู้เสียหายสามารถฟ้องศาลเพื่อติดตามทรัพย์คืนสู่ “กองมรดก” ได้
สรุปสั้นๆ มีพินัยกรรม = มีสิทธิจริงแต่คนอื่นยังโต้แย้งได้ การซ่อนทรัพย์มรดก = เสี่ยงถูกฟ้องผู้เสียหายมีสิทธิเอาคืนตามกฎหมาย
มรดกไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัว แต่คือ “สิทธิทางกฎหมาย” ที่ต้องพิสูจน์กันได้ในศาล