
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงควรพิจารณาความหมายของ “ความผิดฐานฉ้อโกง” และ “การผิดสัญญาทางแพ่ง”เสียก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร
ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 วางหลักไว้ว่า “ ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “
หัวใจสำคัญของ ความผิดฐานฉ้อโกง อยู่ที่ “เจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น” กล่าวคือ ขณะเริ่มต้นติดต่อหรือทำข้อตกลง ผู้กระทำมีความตั้งใจจะหลอกเอาทรัพย์อยู่แล้ว มิใช่เพิ่งเกิดความคิดภายหลัง เช่น ชักชวนให้ลงทุนแชร์ลูกโซ่ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง ฉ้อโกงออนไลน์โดยสั่งซื้อสินค้าแล้วปิดเพจหนี แอบอ้างเป็นตัวแทนบริษัทเพื่อรับเงินมัดจำ เป็นต้น กรณีเหล่านี้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นความผิดทางอาญา ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญากับผู้หลอกลวงได้
ในทางตรงกันข้าม การผิดสัญญาทางแพ่ง คือ การที่คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาหรือคำรับรองที่ให้ไว้ แต่ ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก ไม่ว่าสัญญานั้นจะได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ตาม เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้างทำงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนด กู้ยืมเงินแล้วภายหลังผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ซื้อผ่อนชำระไม่ครบตามสัญญา ผู้ขายส่งมอบของล่าช้าเพราะขาดสภาพคล่อง เหล่านี้ ย่อมส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องและดำเนินคดีแพ่งตามกฎหมาย หากไม่มีหลักฐานแสดงถึงเจตนาทุจริตตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องฟ้องร้องกันทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย มิใช่การดำเนินคดีอาญา
ข้อสำคัญ ความแตกต่างระหว่าง ความผิดฐานฉ้อโกง กับ การผิดสัญญาทางแพ่ง มิได้อยู่ที่ผลของความเสียหาย แต่อยู่ที่เจตนาและพฤติการณ์ในขณะเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางกฎหมาย หากมีการหลอกลวงโดยทุจริตตั้งแต่ต้นและได้ทรัพย์สินไป ย่อมเป็นคดีอาญาความผิดฐานฉ้อโกง หากเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยปราศจากเจตนาหลอกลวงมาตั้งแต่แรก ย่อมเป็นข้อพิพาทกันตามกฎหมายแพ่ง