ENG

logo พื้นหลังโปร่งแสง

คดีภาษี

ทนายคดีภาษีและข้อพิพาทกับกรมสรรพากร

ปัญหาภาษีอาจเริ่มต้นจากหนังสือเพียงฉบับเดียว เช่น หนังสือเชิญพบ หนังสือขอเอกสาร การตรวจสอบรายการทางบัญชี หรือหนังสือแจ้งการประเมินภาษี แต่ผลที่ตามมาอาจเกี่ยวข้องกับ ภาษีย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม การอุทธรณ์การประเมิน ตลอดจนการดำเนินคดีภาษีอากร

โดยเฉพาะกรณีที่มีรายได้หรือธุรกรรมจำนวนมาก การซื้อขายทรัพย์สิน การรับโอนเงิน การประกอบธุรกิจหลายประเภท หรือมีความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ยื่นแบบภาษีกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ การชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารตั้งแต่ต้นอาจมีผลต่อทิศทางของข้อพิพาทในภายหลัง

คดีภาษี
คดีภาษี

สำนักงานกฎหมายยุติธรรมภิบาล ให้คำปรึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับ คดีภาษี การตรวจสอบภาษี การประเมินภาษีย้อนหลัง การอุทธรณ์การประเมิน และข้อพิพาทกับกรมสรรพากร โดยพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสารทางการเงิน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

คดีภาษีคืออะไร?

คดีภาษีไม่ได้หมายถึงเฉพาะการฟ้องคดีต่อศาลเท่านั้น แต่ปัญหามักเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนที่ผู้เสียภาษีถูกตรวจสอบ ถูกเรียกให้ชี้แจง หรือได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจากเจ้าหน้าที่

ข้อพิพาทอาจเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือภาษีประเภทอื่น ขึ้นอยู่กับลักษณะรายได้ ธุรกรรม และสถานะของผู้เสียภาษี

ดังนั้น การจัดการคดีภาษีจึงควรมองทั้งกระบวนการตั้งแต่

การตรวจสอบ → การชี้แจง → การประเมินภาษี → การอุทธรณ์ → การดำเนินคดี

ไม่ใช่รอจนเรื่องเข้าสู่ศาลแล้วจึงเริ่มเตรียมตัว

ถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ ควรทำอย่างไร?

เมื่อได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร ควรตรวจสอบก่อนว่าเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ ภาษีประเภทใด ปีภาษีใด และประเด็นใดเป็นพิเศษ

จากนั้นจึงรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น รายการเดินบัญชีธนาคาร หลักฐานรายได้ สัญญา ใบกำกับภาษี เอกสารซื้อขายทรัพย์สิน เอกสารทางบัญชี และหลักฐานการรับหรือจ่ายเงิน

สิ่งสำคัญคือเอกสารและคำชี้แจงควรสอดคล้องกัน เพราะข้อมูลหนึ่งรายการอาจเชื่อมโยงกับธุรกรรมอื่น และอาจนำไปสู่คำถามเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ได้

จึงไม่ควรรีบชี้แจงโดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้น

ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ต้องทำอย่างไร?

การถูกประเมินภาษีย้อนหลังไม่ได้หมายความว่าผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิโต้แย้ง แต่ต้องตรวจสอบว่า การประเมินเกิดจากเหตุใด วิธีคำนวณถูกต้องหรือไม่ เจ้าหน้าที่ใช้ข้อเท็จจริงใด และมีเอกสารใดที่สามารถนำมาโต้แย้งหรืออธิบายเพิ่มเติมได้

ประเด็นที่ควรตรวจสอบ เช่น

  • รายได้หรือเงินได้ที่ถูกนำมาคำนวณ
  • ค่าใช้จ่ายหรือรายการหักที่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับ
  • ธุรกรรมที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นรายได้
  • รายการภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • เงินโอนเข้าและออกจากบัญชี
  • การซื้อขายที่ดินหรือทรัพย์สิน
  • เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  • อายุความและขั้นตอนตามกฎหมาย

แต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน จึงควรวิเคราะห์จากหนังสือแจ้งการประเมินและเอกสารประกอบโดยตรง

เงินเข้าบัญชีจำนวนมาก สรรพากรตรวจสอบอย่างไร?

เงินที่เข้าบัญชีธนาคารจำนวนมากอาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับ ที่มาของเงินและความสัมพันธ์กับรายได้ที่ได้ยื่นแบบภาษีไว้

อย่างไรก็ตาม เงินที่เข้าบัญชีไม่ได้มีสถานะเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเหมือนกันทั้งหมด การพิจารณาต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะของเงินแต่ละรายการ เช่น เงินจากการประกอบธุรกิจ เงินกู้ เงินคืน เงินที่รับแทนบุคคลอื่น การขายทรัพย์สิน หรือเงินที่มีที่มาจากธุรกรรมประเภทอื่น

ดังนั้น หากถูกตรวจสอบ ควรจัดทำ เส้นทางการเงินและที่มาของเงิน พร้อมเอกสารประกอบให้สามารถอธิบายรายการสำคัญได้อย่างเป็นระบบ

การอุทธรณ์การประเมินภาษี

หากได้รับหนังสือแจ้งการประเมินและเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง ผู้ถูกประเมินมีสิทธิคัดค้านการประเมินต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นสำคัญอย่างยิ่งคือ ระยะเวลา

ตามข้อมูลของกรมสรรพากร การอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรโดยทั่วไปต้องดำเนินการ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

การจัดทำคำอุทธรณ์จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนเงินภาษี แต่ควรวิเคราะห์ว่าไม่เห็นด้วยกับการประเมิน ประเด็นใด เพราะเหตุใด และมีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อโต้แย้งนั้น ซึ่งกรมสรรพากรเองระบุว่าคำอุทธรณ์ควรแสดงประเด็น เหตุผล และเอกสารหลักฐานประกอบให้ชัดเจน

ยื่นอุทธรณ์แล้ว ต้องชำระภาษีหรือไม่?

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผู้เสียภาษีควรระมัดระวัง เพราะ การยื่นอุทธรณ์ไม่ได้ทำให้การชำระภาษีถูกระงับโดยอัตโนมัติ

ระเบียบกรมสรรพากรระบุว่า การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษี หากประสงค์จะขอทุเลาการเสียภาษี ต้องดำเนินการขอทุเลาตามขั้นตอนที่กำหนด

ดังนั้น เมื่อได้รับการประเมินภาษีจำนวนสูง ควรพิจารณาทั้ง แนวทางอุทธรณ์และผลกระทบด้านการบังคับชำระภาษี ควบคู่กันไป

หากไม่เห็นด้วยกับผลอุทธรณ์ ทำอย่างไร?

หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว แต่ผู้เสียภาษียังคงเห็นว่าการประเมินหรือคำวินิจฉัยไม่ถูกต้อง อาจมีขั้นตอนในการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลภาษีอากรตามกฎหมาย

การเตรียมคดีในขั้นนี้ควรย้อนกลับไปตรวจสอบตั้งแต่ ข้อเท็จจริง การประเมิน คำชี้แจงที่เคยให้ไว้ คำอุทธรณ์ พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เหตุผลหนึ่งที่ขั้นตอนอุทธรณ์มีความสำคัญ คือมีแนวคำพิพากษาที่แสดงให้เห็นถึงผลทางกฎหมายของการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

แนวทางการต่อสู้คดีภาษี

คดีภาษีที่มีความซับซ้อนไม่ควรวิเคราะห์จากหนังสือประเมินเพียงฉบับเดียว แต่ควรสร้างภาพรวมของเรื่องทั้งหมด เช่น

ข้อเท็จจริง → ธุรกรรม → เส้นทางการเงิน → เอกสาร → การยื่นภาษี → การตรวจสอบ → การประเมิน → ข้อกฎหมาย

จากนั้นจึงพิจารณาว่าแต่ละรายการมีเอกสารรองรับหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการประเมินตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงเพียงใด และมีประเด็นใดที่สามารถชี้แจงหรือโต้แย้งได้

สำหรับคดีที่มีมูลค่าสูง การวิเคราะห์เอกสารทางบัญชีและการเงินควรทำควบคู่กับการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย เพื่อให้ข้อเท็จจริงทางธุรกิจและข้อกฎหมายสอดคล้องกัน

เมื่อใดควรปรึกษาทนายคดีภาษี?

ควรพิจารณาปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณของข้อพิพาท เช่น ได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร ถูกเรียกให้ส่งเอกสาร ถูกเรียกชี้แจง ถูกตรวจสอบภาษี ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หรือต้องการอุทธรณ์การประเมิน

โดยเฉพาะเมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ไม่ควรปล่อยเวลาไว้จนใกล้ครบกำหนด เนื่องจากสิทธิในการอุทธรณ์มีระยะเวลาตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายคดีภาษี — สำนักงานกฎหมายยุติธรรมภิบาล

สำนักงานกฎหมายยุติธรรมภิบาล ให้คำปรึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับ คดีภาษี การตรวจสอบจากกรมสรรพากร การประเมินภาษีย้อนหลัง การอุทธรณ์การประเมิน และการดำเนินคดีภาษีอากร

แนวทางการทำงานเริ่มจากการตรวจสอบหนังสือและคำสั่งของเจ้าหน้าที่ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและเอกสารทางการเงิน ประเมินประเด็นข้อกฎหมาย ตลอดจนวางแนวทางในการชี้แจง อุทธรณ์ หรือดำเนินคดีให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

หากได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง หรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบภาษี สามารถติดต่อสำนักงานเพื่อนัดหมายปรึกษาและตรวจสอบแนวทางดำเนินการได้

ปรึกษาทนายความ

บริษัท สำนักงานกฎหมายยุติธรรมภิบาล จำกัด

  • หมายเลขติดต่อ: 09-6985-9545

  • อีเมล: info@yuttithamlaw.com 

  • ที่ตั้งสำนักงาน: 573/133  รามคำแหง 39  แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.10310

yuttithamlaw_logo_