หลายคนอาจคิดว่า หากรถถูกชนแล้วมีเพียงรอยถลอก ความเสียหายก็คงไม่มาก แต่ความจริงแล้ว ความเสียหายของรถอาจไม่ได้อยู่แค่ภายนอก ระบบภายใน เช่น เกียร์หรือช่วงล่าง อาจเสียหายและแสดงอาการภายหลังได้

ข้อเท็จจริงของคดี
นาย ก. จอดรถรอสัญญาณไฟจราจร ก่อนถูกรถบรรทุกของนาย ข. ชนท้าย บริษัทประกันภัยตรวจเพียงความเสียหายภายนอกและเสนอค่าสินไหม 12,000 บาท ต่อมานาย ก. พบว่ารถมีอาการพวงมาลัยเอียง ช่วงล่างผิดปกติ จึงนำรถเข้าศูนย์บริการ ผลตรวจพบว่าโครงสร้างตัวถัง คานท้าย และระบบช่วงล่างได้รับความเสียหายจากแรงกระแทก ค่าซ่อมสูงกว่าที่บริษัทประกันประเมินไว้มาก เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ นาย ก. จึงฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 438 โดยนำรายงานศูนย์บริการ รายงานผู้เชี่ยวชาญ วีดิโอ ภาพถ่าย และเอกสารค่าซ่อมมาเป็นพยานหลักฐาน ศาลเห็นว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากอุบัติเหตุ จึงพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 1760/2561 ผู้เสียหายมีสิทธิเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ได้ แม้ไม่ได้เช่ารถทดแทน หากพิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถใช้รถเพราะการละเมิด
ฎีกาที่ 7474/2555 ค่าสินไหมทดแทนต้องกำหนดจาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่จำกัดอยู่เพียงจำนวนเงินที่บริษัทประกันภัยประเมินไว้
ฎีกาที่ 6850/2550 ผู้เสียหายสามารถเรียก ค่าซ่อม ค่าตรวจสอบ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หากพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวเนื่องกับเหตุละเมิด
บทสรุป คดีนี้สะท้อนว่า การประเมินของบริษัทประกันภัยในวันแรก ไม่ใช่ข้อยุติของคดีเสมอไป หากผู้เสียหายมีพยานหลักฐานเพียงพอ ศาลสามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมายได้